จี้นิวัฒน์ธำรงเลิกปากแข็งส่งออก7.5% Share


 3 สภาเอกชนประสานเสียง ยันส่งออกไทยปีนี้โตไม่ถึงเป้า  7-7.5% แน่ สะกิด "นิวัฒน์ธำรง"ยอมรับความจริงประกาศปรับลดเป้าได้แล้ว ฟันธงดีสุดโตไม่เกิน 3%  แนะให้วางแผนสำหรับปีหน้าดีกว่า  ด้านคลัง แนะก.พาณิชย์ เร่งโชว์ผลงานกันหน่อย หลังเดินสายโรดโชว์การค้ากับหลายประเทศ

     กรณีที่นายนิวัฒน์ธำรง  บุญทรงไพศาล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ได้ประชุมเชิงปฏิบัติการ(เวิร์กช็อป)ร่วมกับทูตพาณิชย์ 62 แห่งทั่วโลก รวมกับตัวแทนภาคเอกชน เมื่อวันที่ 23 กันยายน 2556 ที่ผ่านมา เพื่อประเมินสถานการณ์ส่งออกในเดือนที่เหลือของปีนี้ รวมถึงการวางแผนงานและเป้าหมายในปีหน้า โดยล่าสุดยังคงเป้าหมายการส่งออกของไทยในปี 2556 ไว้ที่ 7-7.5% มูลค่า 2.45-2.46 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากช่วง 8 เดือนแรกของปีนี้คาดจะขยายตัวเพียง 1%  ขณะที่ในเบื้องต้นนายนิวัฒน์ธำรงคาดการส่งออกของไทยในปีนี้จะขยายตัวได้ประมาณ 4% ซึ่งจะมีการทบทวนเป้าหมายการส่งออกอย่างเป็นทางการ หลังเวิร์กช็อปร่วมกับภาคเอกชนอีกครั้งในปลายเดือนตุลาคมนี้
    ต่อเรื่องนี้นายไพบูลย์  พลสุวรรณา ที่ปรึกษาสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) หรือสภาผู้ส่งออก เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า ถึง ณ วินาทีนี้ สามารถฟันธงได้เลยว่าการส่งออกไทยปี 2556 คงไม่สามารถขยายตัวได้ 7-7.5% อย่างแน่นอน 
    "รัฐมนตรีพาณิชย์ไม่ควรปากแข็ง ให้ยอมรับความจริง และควรประกาศปรับลดเป้าหมายการส่งออกลงได้แล้ว เพราะไม่ว่าจะเร็วหรือช้าก็ต้องปรับลดลงอยู่ดี" ที่ปรึกษาสรท.กล่าวและว่า
    ทั้งนี้เป็นผลกระทบจากตลาดส่งออกหลักของไทยทั้งสหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป ญี่ปุ่นเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวอย่างชัดเจน ส่วนตลาดจีนก็ชะลอตัวตามภาวะเศรษฐกิจ ส่งผลทางอ้อมต่อการนำเข้าสินค้าวัตถุดิบและกึ่งสำเร็จรูปของอาเซียนจากไทยเพื่อนำไปผลิตส่งออกต่อนายไพบูลย์ ยังให้รายละเอียดด้วยว่า เฉพาะสินค้ากุ้งตัวเดียวที่ส่งไปตลาดสหรัฐฯยอดปีนี้คาดจะหายไปไม่ต่ำกว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ(ประมาณ 3 หมื่นล้านบาท) จากไทยมีปัญหาวัตถุดิบกุ้งขาดแคลน เศรษฐกิจญี่ปุ่น และสหภาพยุโรปก็ไม่ดีขึ้นจริง และมีการสั่งซื้อสินค้าเท่าที่จำเป็นต้องใช้เท่านั้น
    ขณะที่ช่วงโค้งสุดท้ายคู่แข่งขันส่งออกส่วนใหญ่ก็นัดการถล่มราคาเพื่อประคองธุรกิจ เชื่อว่าสุดท้ายแล้วกระทรวงพาณิชย์จะต้องปรับลดเป้าหมายการส่งออกลงอย่างแน่นอน ซึ่งในส่วนของสภาผู้ส่งออกมองทั้งปีนี้การส่งออกของไทยจะขยายตัวได้ไม่เกิน 3% และอาจปรับลดลงอีก หากตัวเลขการส่งออกอย่างเป็นทางการของเดือนสิงหาคมออกมาไม่ดี
    สอดคล้องกับนายธนิต  โสรัตน์ เลขาธิการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) ที่กล่าวว่า เป้าส่งออกโต 7-7.5% ไม่มีทางเป็นไปได้ หากขยายได้ที่ 2-2.5 % ก็ถือว่าเก่งแล้ว เพราะ 7 เดือนแรกของปีนี้ยอดส่งออกไทยโตเพียง 0.6%  ซึ่งตัวเลขอีก 5 เดือนหากจะให้เป้าส่งออกทั้งปีขยายตัวที่ 7% การส่งออกต่อเดือนจะต้องขยายตัวเฉลี่ยที่ 12-14%  หรือหากจะให้การส่งออกทั้งปีขยายตัวที่ 5% การส่งออกต่อเดือนต้องทำให้ได้ 10.76% หรือมูลค่า 2.76 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯขึ้นไปซึ่งเป็นไปได้ยากมาก เพราะเดือนมีนาคมที่มีการส่งออกสูงสุดของปีนี้ยังส่งออกได้เพียง 2.07 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯเท่านั้น
    ขณะเดียวกันในช่วง 3 เดือนสุดท้ายหรือในไตรมาสที่ 4 คงทำอะไรไม่ได้มาก เพราะในข้อเท็จจริงของภาคส่งออกขณะนี้คำสั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศสัดส่วน 90% ของการสั่งซื้อทั้งปีจะมีเข้ามาหมดแล้ว ผู้ประกอบการส่วนใหญ่อยู่ระหว่างการผลิตและส่งมอบ หากเป็นทางเรือไปตลาดสหรัฐฯ หรือยุโรป สินค้าจะต้องลงเรืออย่างช้าภายในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2556 เพราะเรือต้องใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 เดือน และต้องใช้เวลาเคลียร์สินค้าที่ปลายทางให้ทันเพื่อจำหน่ายในช่วงเทศกาลคริสต์มาส และปีใหม่ ส่วนคำสั่งซื้อครบ 100% จากต่างประเทศจะมีเข้ามาไม่เกินกลางเดือนตุลาคม
    "จะเห็นได้ว่า 3 เดือนสุดท้ายเราคงทำอะไรไม่ได้แล้ว ดังนั้นไม่ต้องไปลุ้นตัวเลขว่าจะโตได้ถึง 7% เพราะออร์เดอร์มาเกือบหมดแล้ว เหลือแค่ผลิตส่งมอบ ออร์เดอร์ใหม่หรือออร์เดอร์ใหญ่ไม่ค่อยมีแล้ว เดือนตุลาคมจะเหลือแต่ออร์เดอร์เล็กๆ  ดังนั้นสิ่งที่กระทรวงพาณิชย์ควรทำในช่วงนี้ คือการวางยุทธศาสตร์ แผนงานและกิจกรรมเพื่อผลักดันการส่งออกในปี 2557 มากกว่า"
    เช่นกันกับนายพรศิลป์  พัชรินทร์ตนะกุล รองประธานกรรมการหอการค้าไทย ที่ให้ความเห็นว่า การวางแผนผลักดันการส่งออกในไตรมาสสุดท้าย ซึ่งเป็นช่วงสั้นๆ ของกระทรวงพาณิชย์คงทำอะไรไม่ได้มาก ตัวเลขส่งออกทั้งปีส่วนตัวคาดจะต่ำกว่า 3% กระทรวงพาณิชย์จะปรับลดเป้าหมายลงจากเดิมหรือไม่คงไม่มีผลต่อการวางแผนธุรกิจและเป้าส่งออกของภาคเอกชน ทั้งในแง่กลุ่มสินค้าหรือในรูปบริษัท เพราะแต่ละองค์กรมีเป้าหมายเฉพาะของตัวเองที่ต้องทำอยู่แล้ว ขณะที่ตัวเลขเป้าหมายและผลงานของกระทรวงพาณิชย์จะใช้เป็นตัวเลขอ้างอิงของต่างประเทศในการประเมินเศรษฐกิจ และการจัดอันดับของประเทศมากกว่า
    สำหรับในการเร่งแก้ไขปัญหาอุปสรรคการส่งออกที่หมักหมมมานาน ขอเสนอให้มีการตั้งคณะทำงานร่วมระหว่างกระทรวงพาณิชย์ร่วมกับสภาหอฯ และเชิญตัวแทนรายสินค้ามาหารือเพื่อร่วมกันแก้ปัญหา ซึ่งขณะนี้แต่ละสินค้ามีปัญหาร่วมและปัญหาเฉพาะที่แตกต่างกัน เช่น สินค้ากุ้งมีปัญหาเรื่องโรคตายด่วน(EMS) สินค้าข้าวได้รับผลกระทบจากโครงการรับจำนำข้าวราคาสูงของรัฐบาลทำให้มีปัญหาส่งออกลดลงมาก  และปัญหาร่วม เช่น ค่าเงินบาทที่ยังผันผวนรัฐจะสร้างความมั่นใจในเรื่องการดูแลไม่ให้แกว่งตัวไปมามากจนกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันส่งออกอย่างไร
    "ปัญหาอุปสรรคการส่งออกเวลานี้ส่วนใหญ่เป็นปัญหาซ้ำซาก ปัญหาเดิมๆจากนี้ไปรัฐบาลควรจริงใจและเร่งแก้ไขปัญหาเพื่อในปีหน้าการส่งออกไทยจะกลับมาดีขึ้น"
    ขณะที่นายอิสระ  ว่องกุศลกิจ ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ส่วนตัวรู้สึกเห็นใจนายนิวัฒน์ธำรง เพราะเพิ่งมารับตำแหน่งรัฐมนตรีพาณิชย์ ไม่นาน ดังนั้นการจะปรับลดเป้าหมายการส่งออกจึงต้องการทราบในรายละเอียดข้อเท็จจริงของการส่งออกในแต่ละสินค้าว่ามีแนวโน้มอย่างไรในเดือนที่เหลือของปีนี้ ดังนั้นจึงได้มอบหมายให้เอกชนไปทำการบ้านเพิ่มเติม เพื่อมามาเสนอในปลายเดือนตุลาคม แต่สุดท้ายแล้วมองว่ากระทรวงพาณิชย์คงต้องปรับเป้าส่งออกลง
    อนึ่ง กระทรวงพาณิชย์จะมีการแถลงภาวะการนำเข้า-ส่งออก และดุลการค้าของเดือนสิงหาคม 2556  และภาพรวม 8 เดือนแรก ในวันที่ 26 กันยายนนี้
    ส่วนทางด้านนายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงปลายปีที่ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีได้เร่งรัดมาตรการต่างๆ ยังหวังว่า ตัวเลขการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยปีนี้หรือจีดีพีจะขยายตัวได้ 4% แต่ต้องติดตามปัจจัยลบ ทางด้านการขยายตัวของภาคส่งออกอย่างใกล้ชิด
    โดยที่นายอารีพงศ์ ได้กล่าวย้ำถึงกระทรวงพาณิชย์ ว่าต้องเร่งโชว์ฝีมือหลังจากเดินทางไปโรดโชว์ทางการค้ากับหลายประเทศ โดยเฉพาะกับประเทศจีน  เพราะมองว่าหากตัวเลขการขยายตัวภาคส่งออกเดือนสิงหาคมและช่วงปลายปีที่เหลือยังเติบโตดี ต่อเนื่องจากตัวเลขการส่งออกเดือนกรกฎาคมที่ยังขยายตัวดี ดังนั้นจีดีพีสิ้นปียังพอมีลุ้นที่จะเติบโตได้ 4%

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 33 ฉบับที่ 2,882  วันที่  26 - 28   กันยายน  พ.ศ. 2556

http://www.thanonline.com/index.php?option=com_content&view=article&id=200375:75&catid=85:2009-02-08-11-22-45&Itemid=417



อ่าน : 1078 ครั้ง
วันที่ : 01/10/2013

Contact : V-SERVE GROUP 709/54-55 ถ.สุขุมวิท 77 แขวงสวนหลวง เขตสวนหลวง  กทม. 10250 โทรศัพท์. 0 2332 3940-9 โทรสาร. 0 2332 0754
E-mail: tanit@v-servegroup.com